เคล็ดลับและแรงบันดาลใจ
จากผู้เชี่ยวชาญด้านความงามและเส้นผมของยูนิลีเวอร์
หลายคนมีคำถามว่า BHA คืออะไร และช่วยแก้ไขปัญหาผิวด้านใดได้บ้าง และยังมีคำถามว่า BHA กับ AHA ต่างกันอย่างไร ใช้ตัวไหนดีกว่า รวมถึงวิธีการใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่เกิดผลข้างเคียง เราจะมาตอบทุกคำถาม พร้อมแนะนำเทคนิคการใช้อย่างปลอดภัย
BHA ย่อมาจาก Beta Hydroxy Acid ซึ่งกรดเบต้าไฮดรอกซี เป็นสารผลัดเซลล์ผิวเชิงเคมี ที่มีส่วนประกอบหลักคือ Salicylic Acid สามารถแทรกซึมเข้าไปละลายสิ่งสกปรก ที่สะสมตกค้างอยู่ในรูขุมขน โดยไม่ทำให้เกิดการอุดตัน แถมยังช่วยผลัดเซลล์ผิวตายแล้ว ให้หลุดลอกออกไป
หลายคนอาจจะมีคำว่า เอ๊ะ! กระพริบเหมือนป้ายไฟ เวลาเจอคำถามชวนสงสัย ถึงความต่างของ BHA กับ AHA และนี่คือคำอธิบายง่าย ๆ ให้คิ้วคลายขมวดค่ะ
1. แหล่งที่มา
BHA: เป็นสารสกัดจากเปลือกต้นวิลโลว์ หรือต้นหลิว
AHA: เป็นกรดที่ได้จากน้ำตาล นม ถั่ว และผลไม้
2. คุณสมบัติการละลาย
BHA: ละลายได้ในน้ำมัน ทำงานทั้งบนผิวชั้นนอกและในรูขุมขน
AHA: ละลายได้ในน้ำ ทำงานบนผิวชั้นนอก
3. เหมาะกับสภาพผิวใด
BHA: เหมาะกับคนผิวมัน หรือมีปัญหาสิว
AHA: เหมาะกับผิวแห้งและผิวธรรมดา
4. ผลลัพธ์ที่ได้
BHA: ช่วยทำความสะอาดรูขุมขน ขจัดเซลล์ผิวเก่าอย่างมีความอ่อนโยนกว่า บรรเทาการอักเสบระคายเคือง ลดปัญหาสิว ควบคุมความมัน กระชับรูขุมขนให้ผิวดูเนียนละเอียด
AHA: ช่วยผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกที่ตายแล้ว ทำให้ริ้วรอยเล็ก ๆ ดูตื้นขึ้น สีผิวดูสม่ำเสมอ ผิวดูขาวกระจ่างใส รอยดำรอยแดงจากสิว ฝ้า กระ ดูลดเลือน รู้สึกชุ่มชื้นอิ่มน้ำ
หลายคนอาจสงสัยว่า BHA ใช้ยังไง ใช้ตอนไหน เราจึงรวมเทคนิคที่ถูกต้อง มาให้ทำตามกันแบบง่าย ๆ
1. เริ่มต้นจากการใช้ในช่วงเวลาก่อนเข้านอน หลังจากทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดหมดจด ควรเลือกความเข้มข้นต่ำ สัก 0.5% - 1% ราว 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ จนเมื่อผิวเริ่มปรับตัวคุ้นชินแล้ว ค่อยลองขยับขึ้นมา แต่ไม่เกิน 3% ซึ่งเหมาะกับสิวอุดตัน แถมยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
Editor's choice: พอนด์ส ไบรท์ มิราเคิล อัลทิเมท แอคเน่ โซลูชั่น ไทโม-บีเอชเอ เฟเชียล โฟม (Pond's Bright Miracle Ultimate Acne Solution Thymo-BHA Facial Foam) โฟมล้างหน้าสูตรช่วยเคลียร์สิว ที่ผสานด้วย ไทโม-ที เอสเซนส์ และ BHA เข้มข้น ปกป้องผิวจากแบคทีเรีย และสิ่งสกปรกที่ก่อให้เกิดสิว เพื่อให้ผิวกลับคืนมาดูเรียบเนียน ปัญหาสิวที่เคยกวนใจมานานดูลดลง
2. หลังจากทา BHA ควรทิ้งไว้ราว 15-20 นาที เพื่อให้ทำงานอย่างเต็มที่ แล้วค่อยตามด้วยสกินแคร์ เช่น เซรั่ม มอยส์เจอร์ไรเซอร์ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ลดอาการผิวแห้งกร้าน
3. ทากันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปทุกครั้ง เพราะการใช้ BHA ทำให้ผิวไวต่อแสง อ่อนแรงต่อยูวีมากขึ้น
4. ไม่ควรใช้ AHA และ BHA พร้อมกัน เพราะต่างมีฤทธิ์เป็นกรด ส่งผลให้ผิวหน้าแห้งเกินไป หรือแสบผิว ลอกเป็นขุย
5. ไม่ควรใช้ร่วมกันกับ เรตินอล (Retinol) กรดอื่น ๆ หรือส่วนผสมแอลกอฮอล์ ในรูทีมดูแลผิวเดียวกัน จะก่อให้เกิดความระคายเคืองได้
6. สามารถใช้ร่วมกับ ไฮยาลูรอน (Hyaluronic Acid) เปปไทด์ (Peptides) เซราไมด์ (Ceramides) เพื่อเสริมการมอบความชุ่มชื้น กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง
7. สังเกตอาการแพ้ หากเกิดจากช่วงเริ่มต้นใช้ ควรหยุดทันที แต่หากมีอาการหลังใช้ต่อเนื่องมานาน อาจเป็นเพราะการใช้ในปริมาณมาก และบ่อยเกินไป ควรบำรุงเติมความชุ่มชื้น ลดความเข้มข้น และความถี่ในการใช้ให้น้อยลง
ใครที่กำลังมีปัญหาสิวก่อกวน ส่วนผสมที่ทรงพลังอย่าง BHA จะกลายเป็นตัวช่วยสำคัญในการคลายปัญหา เพียงแค่ใช้ให้ถูกวิธี ก็ไม่ต้องกังวลใจ เพื่อเผยผิวที่ดูเรียบเนียนโกลว์ใสชวนมอง